เข้าสู่ระบบ | สมัครสมาชิก | ดาวน์โหลดแบบฟอร์ม | คู่มือการใช้งาน
 

Choose style:

แสดงกระทู้

This section allows you to view all posts made by this member. Note that you can only see posts made in areas you currently have access to.


Topics - jangna097narak

หน้า: 1 ... 115 116 [117]
1741





ดอกคำฝอย มีลักษณะเป็นอย่างไร

ดอกคำฝอย เป็นดอกไม้จากพืชล้มลุกชนิดหนึ่ง ที่มักปลูกมากกันทางภาคเหนือ ลำต้นสั้น ทนต่อสภาพอากาศ ดอกมีลักษณะกลม กลีบดอกเล็กเรียว และมีดอกเล็กย่อยออกมาหลายดอก สีเหลืองจนไปถึงส้ม หรือส้มแดงเมื่อแก่จัด
 

ประโยชน์ของดอกคำฝอย

    ลดไขมันในเส้นเลือด ป้องกันไขมันอุดตันเส้นเลือด

    บำรุงประสาท และระงับประสาท ช่วยผ่อนคลายสมองให้หลับสบาย

    ป้องกันโรคความดันโลหิตสูง เพิ่มประสิทธิภาพในการไหลเวียนของโลหิตตามร่างกาย

    บำรุงโลหิต สบายลิ่มเลือด

    บำรุงหัวใจ ช่วยให้เลือดไหลไปหล่อเลี้ยงที่หัวใจมากยิ่งขึ้น

    รักษาอาการไข้หลังคลอดของคุณแม่

    แก้หวัดน้ำมูกไหล

    บำรุงโลหิตประจำเดือนของเหล่าคุณผู้หญิง

    ยับยั้งเชื้อไวรัส และเชื้อแบคทีเรีย

    ลดระดับน้ำตาลในเลือด

 

โทษของดอกคำฝอย

แม้ว่าดอกคำฝอยจะเป็นสมุนไพรที่มีสรรพคุณแทบจะครอบจักรวาล แต่ก็ยังมีข้อควรระวังก่อนทานเช่นกัน ดอกคำฝอยมักถูกใช้เป็นส่วนประกอบของยาสมุนไพร โดยจัดรวมกลุ่มใช้ด้วยกันกับยา หรือพืชตัวอื่นๆ จะไม่ใช้ดอกคำฝอยเดี่ยวๆ เพราะต้องใช้ในปริมาณที่เหมาะสม มิเช่นนั้นอาจส่งผลกระทบต่อระบบเลือดได้

หากทานดอกคำฝอยมากเกินไป หรือติดต่อกันนานเกินไป อาจส่งผลให้มีอาการโลหิตจางได้ ซึ่งทำให้มีอาการอ่อนเพลีย เหนื่อยง่าย วิงเวียนศีรษะ หรืออาจทำให้โลหิตประจำเดือนมามากผิดปกติ

นอกจากนี้ใครที่กำลังรับประทานยา หรือรับการรักษาโรคที่เกี่ยวกับลิ่มเลือด หรือกำลังทานยาสลายลิ่มเลือดอยู่ ไม่ควรทานดอกคำฝอย เพราะจะยิ่งเพิ่มการสลายลิ่มเลือดให้ออกฤทธิ์มากเกินไปจนอาจเกิดอันตรายต่อร่างกายได้

ใครที่ร่างกายแข็งแรงเป็นปกติดี สามารถทานดอกคำฝอยได้ ปัจจุบันมีผลิตภัณฑ์จากดอกคำฝอยมากมาย ทั้งเครื่องดื่มผสมดอกคำฝอย ชงเป็นชาจากกลีบดอกที่แห้ง หรือจะสกัดออกมาเป็นน้ำมันดอกคำฝอย ทั้งหมดล้วนแล้วแต่ดีต่อสุขภาพทั้งสิ้น แต่ใครที่มีปัญหาสุขภาพ ควรปรึกษาแพทย์ก่อนทานค่ะ



1742






หากย้อนกลับไปเมื่อหลายปีก่อน หลายคนอาจจะยังติดภาพว่า ผู้ที่มีความเสี่ยงเป็นโรคเบาหวาน คือคนอ้วนที่ชอบทานอาหารหวานๆ เป็นจำนวนมาก แต่สิ่งที่น่าตกใจในเวลาต่อมาคือ เราพบผู้ป่วยเบาหวานร่างเล็ก บางคนถึงขั้นผอมบาง แต่ก็เป็นเบาหวานได้ ด้วยปัจจัยเสี่ยงหลายๆ อย่าง นอกจากพฤติกรรมติดหวาน เช่น กรรมพันธุ์ และความผิดปกติในร่างกาย

ดังนั้น ไม่ว่าคุณจะมีรูปร่าง หรือพฤติกรรมในการดำเนินชีวิตอย่างไร เราทุกคนมีความเสี่ยงที่จะเป็นโรคเบาหวานได้ทั้งนั้น Sanook! Health จึงขอแนะนำอาการเริ่มต้นของผู้ที่เสี่ยงเป็นโรคเบาหวาน ให้ทุกคนได้สังเกตร่างกายของตัวเองกันค่ะ

 

7 สัญญาณอันตราย “เบาหวาน” ไม่อ้วนก็เป็นได้

1. ปัสสาวะบ่อยผิดปกติ หรือรู้สึกปวดปัสสาวะทั้งวัน หากน้ำตาลในเลือดสูงเกินไป

2. หิวน้ำมากกว่าปกติ รู้สึกว่าดื่มน้ำมากเท่าไรก็ไม่หายกระหายน้ำ

3. เบื่ออาหาร น้ำหนักลดโดยไม่ทราบสาเหตุ

4. อ่อนเพลีย เหนื่อยง่าย

5. มีอาการชา เป็นเหน็บ รู้สึกเหมือนมีเข็มทิ่มที่ปลายนิ้วมือนิ้วเท้า เรียกว่ามีอาการ “เส้นประสาทอักเสบ” และอาจมีอาการนี้มากขึ้นเรื่อยๆ

6. ตาพร่ามัว เริ่มมองเห็นไม่ชัด

7. ผิวหนังแห้งผิดปกติ เป็นแผลง่าย และแผลติดเชื้อได้ง่าย แผลหายยาก หรือหายช้า

 

อาการทั้งหมดเป็นอาการที่ร่างกายแสดงออก เมื่อเรามีระดับน้ำตาลเลือดสูงขึ้น หากต้องการทราบด้วยตัวเองว่า ระดับน้ำตาลของเราอยู่เกณฑ์เสี่ยงเบาหวานหรือไม่ เราสามารถใช้เครื่องมือตรวจเลือดหาค่าน้ำตาลได้ด้วยตัวเองที่บ้านนะคะ สามารถหาซื้อเครื่องตรวจน้ำตาลได้ที่ร้านขายยาใหญ่ๆ

คนปกติ ค่าน้ำตาลจะอยู่ที่ต่ำกว่า 100 มิลลิกรัม/เดซิลิตร หลังอาหารต่ำกว่า 140 มิลลิกรัม/เดซิลิตร

คนที่มีความเสี่ยงเป็นโรคเบาหวาน ค่าน้ำตาลจะอยู่ที่ 100-125 ก่อนทานอาหาร และ 140-199 หลังทานอาหาร

คนที่เป็นเบาหวาน ค่าของน้ำตาลในเลือดจะมากกว่า 126 มิลลิกรัม/เดซิลิตร ก่อนทานอาหาร และมากกว่า 200 มิลลิกรัม/เดซิลิตร หลังจากทานอาหาร

ทั้งนี้ เพื่อความแน่ใจในผลตรวจ ควรนัดตรวจกับแพทย์ที่โรงพยาบาลอีกครั้ง พร้อมกับอดอาหารก่อนตรวจเลือด 6-8 ชั่วโมงค่ะ



1743



เชื่อว่าหลายคนอาจจะมีอย่างน้อยครั้งหนึ่งที่เมื่อต้องทานยาก่อน หรือหลังอาหาร และลืมทาน หรือลืมพกยามาด้วย ทางคนเลือกที่จะทานเลยเดี๋ยวนั้น บางคนก็เลือกที่ข้ามมื้อนั้นไปเลย จริงๆ แล้วเราควรทำอย่างไร หรือยาก่อนและหลังอาหารเราควรทานเมื่อไรถึงจะดีที่สุด

ยาก่อนอาหาร
ยาก่อนอาหารเราควรทานก่อนอย่างน้อย 30 นาทีค่ะ และต้องทานขณะที่ท้องยังว่าง คือไม่ได้ทานอะไรในระหว่างนั้น ทั้งนี้เพื่อให้ยาไม่โดยน้ำกรดในกระเพาะอาหารทำลายจนหมด นอกจากนี้หากทานยาก่อนอาหารพร้อม หรือหลังอาหารอาจทำให้ยาดูดซึมเข้าสู่ร่างกายได้น้อยลง เพราะเจอกับส่วนประกอบของอาหาร และยาบางชนิดต้องการเวลาประมาณ 30 นาทีก่อนที่จะออกฤทธิ์อีกด้วย

หากลืมทานยาก่อนอาหาร ควรทำอย่างไร?
ไม่ควรทานพร้อม หรือหลังอาหาร ควรข้ามมื้อนั้น แล้วไปทานก่อนอาหารมื้อถัดไปแทน หรืออาจจะทานอีกทีหลังมื้ออาหาร 2 ชั่วโมงก็ได้ ซึ่งเมื่อถึงมื้อถัดไปก็ไม่ต้องทานยาก่อนอาหารแล้ว (คือทานแทนยาก่อนอาหารมื้อถัดไปไปเลย)

ยาหลังอาหาร
ควรทานยาหลังอาหารทันที หรือไม่ควรเกิน 15 นาที นอกจากนี้ยังสามารถทานพร้อมอาหาร หรือก่อนอาหาร ก่อนตักข้าวเข้าปากคำแรกก็ได้ เพราะไม่ว่าอย่างไรจุดประสงค์ของยาหลังอาหารคือ ให้ยาเข้าไปอยู่ในกระเพาะอาหารพร้อมๆ กับอาหารนั่นเอง เพราะยาหลังอาหารอาจทำให้ระคายเคืองกระเพาะอาหาร และยาบางชนิดอาจต้องการกรดในกระเพาะอาหารเพื่อช่วยดูดซึมตัวยาเข้าร่างกายได้ดีขึ้น

หากลืมทานยาหลังอาหาร ควรทำอย่างไร?
หากยังอยู่ในระยะเวลาไม่เกิน 15 นาที ยังพอกินตามทัน แต่หากเลย 15 นาทีไปแล้ว ควรทานมื้อถัดไปเลยดีกว่า หรือหากเป็นยาที่สำคัญมากๆ ควรทานอาหารมื้อย่อย แล้วทานยาหลังอาหารมื้อย่อยนั้นแทน

ยาก่อนนอน
ควรทานก่อนนอน 15-30 นาที เพราะหากทานก่อนหน้านั้นนานเกินไป อาจทำให้ง่วงนอนจากฤทธิ์ของยา ประสิทธิภาพในการทำงานต่างๆ ก็จะลดลงไปด้วย ควรทานตอนที่พร้อมจะเข้านอนแล้วจริงๆ เท่านั้น

หากลืมทานยาก่อนนอน ควรทำอย่างไร?
ลืมแล้วลืมเลย ทานอีกทีตอนก่อนนอนของคืนถัดไปได้เลย ไม่ควรทานในตอนเช้าของวันถัดไป

นอกจากนี้ สำหรับยาที่ทานเฉพาะเมื่อมีอาการ เช่น พาราเซตามอลที่ช่วยลดไข้ ปวดหัว สามารถทานได้เลยเมื่อมีอาการ และยาหมดฤทธิ์และยังมีอาการอยู่ สามารถทานต่อได้ (ในระยะเวลาที่กำหนด) และหยุดยาได้ทันทีเมื่อไม่มีอาการแล้ว แต่ยาบางชนิดมีวิธีทานที่แตกต่างไปจากยาทั่วไป ควรสอบถามแพทย์ และเภสัชกรเป็นกรณีๆ ไปค่ะ



หน้า: 1 ... 115 116 [117]


  ลิขสิทธิ์ © สำนักงานกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว
255 ถนนราชวิถี แขวงทุ่งพญาไท เขตราชเทวี กรุงเทพมหานคร 10400
โทรศัพท์ : 0 2306 8600 อีเมล์ : ict@owf.go.th
ท่านเป็นผู้เข้าชมลำดับที่